จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การใช้บล็อก (Blog) ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

รูปภาพของ ssspoonsak
ตอนที่ 4 ขั้นตอนการใช้บล็อกในการจัดการเรียนรู้ 

หลังจากที่ได้รู้ว่าบล็อกคืออะไร สามารถทำอะไรได้บ้าง สมัครสมาชิกแล้ว สร้างบล็อกเป็นแล้ว คราวนี้ก็เข้าสู่วิธีการที่จะนำบล็อกไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ ว่าจะดำเนินการอย่างไร
เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ผมจะยกตัวอย่างที่ผมได้ทดลองใช้ และเพื่อนครูที่กำลังทดลองใช้กันอยู่ ดังนี้
  • ขั้นที่ 1 เลือกเนื้อหาที่จะใช้
    การที่ครูผู้สอนจะใช้บล็อกเพื่อประกอบการจัดการเรียนการสอนนั้น มิได้หมายความว่าทั้งภาคเรียนต้องใช้ตลอด แต่ควรเลือกใช้ในบางกรณีเพื่อทำให้การจัดการเรียนการสอนที่ไปกระตุ้นให้การ เรียนการสอนมีเทคนิควิธีการที่แปลกออกไป โดยมีจุดมุ่งหมายหลักๆดังนี้
    1. เพื่อให้นักเรียนสามารถใช้อินเทอร์เน็ตในสิ่งที่เป็นประโยชน์ มิใช่ใช้อินเทอร์เน็ตเพียงแค่เล่นเกม หรือใช้ในสิ่งที่ไม่ค่อยจะมีสาระมากนัก เป็นการลดการใช้อินเทอร์เน็ตในทางที่ไม่เหมาะสม
    2. เพื่อให้นักเรียนได้รู้จักการค้นคว้าข้อมูลตามหัวข้อที่ครูกำหนด แล้วนำมาเรียบเรียงใหม่ ซึ่งเหมือนกับทำรายงานส่งครู มิได้มุ่งเน้นให้นักเรียนไปคัดลอกข้อมูลจากหนังสือ จากไฟล์ Word ไฟล์ PowerPoint หรือ เว็บไซต์ต่างๆ แล้วมาใส่ลงเลย
    3. เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเสียค่ากระดาษ ค่าหมึก ค่าเย็บเล่มส่งครู
    4. เพื่อให้ผลงานของนักเรียนได้ถูกตรวจสอบจากผู้อื่นด้วย ทำให้ต้องมีการอ้างอิงอย่างถูกต้อง จะละเลยเพราะคิดว่าครูผู้สอนไม่รู้ไม่ได้ เป็นการปลูกฝังให้นักเรียนเคารพสิทธิผู้อื่น
    5. เพื่อให้ครูและนักเรียนได้รู้จักกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้
    6. เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับผู้อื่นที่ได้เข้ามาศึกษาค้นคว้าต่อไป
    ดังนั้น ควรเลือกเนื้อหาที่ต้องมีการเขียนรายงานหลังจากไปค้นคว้ามา สามารถแทรกภาพได้ด้วย
  • ขั้นที่ 2 สร้างบล็อกสั่งงาน โดยสร้างขึ้นมาเพียงภาคเรียนละ 1 Node ก็เพียงพอ
    เช่น http://www.thaigoodview.com/node/21509
 

ในขั้นตอนนี้มีจุดประสงค์เพื่อ ให้ครูผู้สอนสร้าง URL เพื่อไปบอกนักเรียนว่า ครูได้สั่งงานทั้งภาคเรียนไว้แล้วที่ URL ไหน ไม่ว่าครูคนนั้นจะสอนกี่ห้อง กี่วิชา ในภาคเรียน 1 ภาคเรียน ก็สร้างเพียง 1 Node เพราะครูจะได้ไม่ยุ่งยากในการจำ นักเรียนก็ไม่งง แม้จะอยู่ต่างห้องกัน พอเปลี่ยนภาคเรียนใหม่ค่อยสร้าง Node ใหม่ ลองดูตัวอย่างที่ http://www.thaigoodview.com/node/21509
แต่ถ้าคุณครูอยากสร้างวิชาละ 1 Node ก็ไม่เป็นไร สามารถทำได้ครับ ลองดูที่ http://www.thaigoodview.com/node/21175
  • ขั้นที่ 3 สร้างบล็อกส่งงาน ควรสร้าง 1 Node ต่อ 1 งาน เพื่อสะดวกในการส่งงานของนักเรียน และสะดวกในการตรวจงานของครู
    เช่น http://www.thaigoodview.com/node/21511
    ในขั้นตอนนี้ครูผู้สอนต้องเตรียมการล่วงหน้าเช่นเดียวกัน ซึ่งต้องสัมพันธ์กับตอนที่ 2 เช่นตอนที่ 2 สั่งงานไว้ว่า
       ชั้นม.6/1
    - งานครั้งที่ 1
    - งานครั้งที่ 2
    - งานครั้งที่ 3
    - .............

    ต้องไปสร้าง Node งานครั้งที่ 1 ไว้ ว่าจะให้นักเรียนทำอะไร ส่งงานอย่างไร หมดเขตส่งเมื่อไร คะแนนเท่าไร
    สร้าง Node งานครั้งที่ 2 ไว้ ว่าจะให้นักเรียนทำอะไร ส่งงานอย่างไร หมดเขตส่งเมื่อไร คะแนนเท่าไร
    สร้าง Node งานครั้งที่ 3 ไว้ ว่าจะให้นักเรียนทำอะไร ส่งงานอย่างไร หมดเขตส่งเมื่อไร คะแนนเท่าไร
    เสร็จแล้ว กลับไปทำลิ้งค์หน้าที่ทำในขั้นตอนที่ 2 ให้มายังหน้าในขั้นตอนที่ 3
  • ขั้นที่ 4 ให้นักเรียนสมัครสมาชิก และอธิบายการเรียนการสอนสอนโดยใช้บล็อก ว่านักเรียนต้องทำดังนี้
    - สมัครสมาชิก อ่านวิธีการสมัคร คลิก http://www.thaigoodview.com/node/20850?page=0%2C2
    - วิธีการใช้บล็อก ศึกษาจาก http://www.thaigoodview.com/node/20850?page=0%2C3
  • ขั้นที่ 5 การส่งงานของนักเรียน ในการส่งงานของนักเรียนสามารถทำ ได้หลากหลายวิธี เช่น ให้นักเรียนทำลงในกระดาษแล้วส่งครูโดยตรง แต่วิธีที่ประหยัด และนักเรียนชื่นชอบ คือการให้ตอบส่งในบล็อก เมื่อทำเสร็จ ก็จะได้ URL ของแต่ละคน ก็ให้มาแจ้งส่ง โดยคลิกที่แสดงความคิดเห็น แล้วบอก URL ของบล็อกที่ตนเองสร้างไว้ ซึ่งในการแจ้งส่ง นักเรียนต้องแจ้งตรงตามห้องที่ครูกำหนดไว้ในขั้นที่ 3 เช่น http://www.thaigoodview.com/node/21511
  • ขั้นที่ 6 การตรวจงานของครูผู้สอน ครูผู้สอนเข้าไปยังห้องที่ให้นักเรียนส่งงาน แล้วคลิกที่ URL ที่นักเรียนแจ้งส่ง แล้วให้ข้อคิดเห็นที่แสดงความคิดเห็นของแต่ละชิ้นงาน เช่น http://www.thaigoodview.com/node/23185
 ขั้นตอนการใช้งานบล็อกผ่านเว็บไซต์ www.thaigoodview.com
การใช้งานบล็อกผ่านเว็บไซต์ www.thaigoodview.com ขั้นตอนแรกคือต้องสมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์ก่อน ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนกันทุกเว็บไซต์ที่มีการให้บริการบล็อก เพื่อให้มีการแสดงตัวตนของผู้ที่เขียนบล็อก
  1. เข้าสู่เว็บไซต์ โดยพิมพ์ www.thaigoodview.com ที่ Address bar ดังรูปที่ 2.1

รูปที่ 2.1
2. สมัครสมาชิก
2.1 คลิกปุ่ม "สมัครสมาชิก" ที่มุมขวาบนของหน้าต่าง ดังรูปที่ 2.2-1

รูปที่ 2.2-1
จะได้หน้าต่างใหม่ ดังรูปที่ 2.2-2 เป็นเงื่อนไขการสมัครสมาชิก หากท่านที่ต้องการสมัครสมาชิกยอมรับเงื่อนไขการเป็นสมาชิก และสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ ก็คลิกที่ปุ่มยอมรับด้านล่าง
รูปที่ 2.2-2 
2.2 เมื่อคลิกปุ่มยอมรับ จะได้หน้าต่างใหม่ดังรูปที่ 2.3

รูปที่ 2.3
2.3 จากหน้าต่างในรูปที่ 2.3 ให้กรอกข้อมูลลงในแบบฟอร์มที่มีให้ครบถ้วนตามคำแนะนำ
ช่องใดที่มีเครื่องหมาย * แสดงว่าจำเป็นต้องกรอกไม่สามารถปล่อยว่างได้
ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ใช้
  • ชื่อผู้ใช้ (Username):* ต้องเป็นภาษาอังกฤษ หรือ ตัวเลข 0-9 หรือผสมกัน ห้ามเว้นวรรค ในกรณีที่เป็นนักเรียนเพื่อใช้ในการจัดการเรียนรู้ ขอให้คุณครูบอกให้นักเรียนใช้ชื่อผู้ใช้ดังนี้ ชื่อย่อโรงเรียนเป็นภาษาอังกฤษตัวเล็ก แล้วตามด้วยเลขประจำตัวนักเรียน เช่น sss12345 หมายถึงนักเรียนโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย(sss) เลขประจำตัว 12345 เพื่อสะดวกในการตรวจงานให้คะแนน (ดูรายละเอียดที่ http://www.thaigoodview.com/node/1101)
  • อีเมล์:* ต้องเป็นอีเมล์ที่ใช้งานจริง ระบบจะส่งข้อมูลที่จำเป็นไปยังอีเมล์นี้ เช่น ส่งรหัสผ่านให้ โดยระบบจะไม่เปิดเผยที่อยู่อีเมล์ต่อบุคคลภายนอก
  • รหัสผ่าน: *
  • ยืนยันรหัสผ่าน: *
    กรุณากรอกรหัสผ่านของบัญชีใหม่ทั้งสองช่อง (ไม่น้อยกว่า 6 ตัวอักษร)
    (ผู้สมัครจะสามารถกำหนดรหัสผ่านได้ทันที ซึ่งได้เริ่มใช้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2552)
ส่วนที่ 2 ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้
  • ชื่อ:* ใส่ชื่อจริงเป็นภาษาไทย
  • นามสกุล:* ใส่นามสกุลจริงเป็นภาษาไทย
  • ชื่อภาษาอังกฤษ:* ใส่ชื่อจริงเป็นภาษาอังกฤษ
  • นามสกุลภาษาอังกฤษ:* ใส่นามสกุลจริงเป็นภาษาอังกฤษ
  • เลขบัตรประจำตัวประชาชน:* ถ้าจำไม่ได้ให้ใส่ 0 แต่ต้องทำการแก้ไขในภายหลัง เนื้อหาของข้อมูลนี้ถูกรักษาเป็นความลับและไม่แสดงต่อสาธารณะ
  • สถานะ:* มีให้เลือก 3 สถานะ คือ ครู นักเรียน บุคคลทั่วไป
  • ที่อยู่:* ข้อมูลนี้จะไม่แสดงให้ผู้อื่นเห็น เนื้อหาของข้อมูลนี้ถูกรักษาเป็นความลับและไม่แสดงต่อสาธารณะ
  • เบอร์โทรศัพท์:* ข้อมูลนี้จะไม่แสดงให้ผู้อื่นเห็น เนื้อหาของข้อมูลนี้ถูกรักษาเป็นความลับและไม่แสดงต่อสาธารณะ
  • อีเมล์:* กรุณายืนยัน email อีกครั้งหนึ่ง
  • โรงเรียน: * ใส่ชื่อโรงเรียน
  • ที่อยู่โรงเรียน: * ใส่ที่อยู่โรงเรียนโดยละเอียด
  • เบอร์โทรศัพท์โรงเรียน: * ใส่เบอร์โทรศัพท์โรงเรียน
  • ระดับชั้นที่กำลังศึกษา: * มีให้เลือกคือ ป.1, ป.2, ป.3, ป.4, ป.5, ป.6, ม.1, ม.2, ม.3,    ม.4, ม.5, ม.6, ครู, บุคคลทั่วไป เลือกระดับชั้นที่ศึกษาอยู่ถ้าเป็นนักเรียน, เลือกครูหรือบุคคลทั่วไปถ้าไม่ใช่นักเรียน
      ส่วนที่ 3 CAPTCHA
คำถามนี้มีไว้เพื่อทดสอบว่าคุณเป็นมนุษย์และป้องกันการส่งข้อความขยะจากโปรแกรมอัตโนมัติ เช่น
Math Question: * 
1 + 11 = 
Solve this simple math problem and enter the result. E.g. for 1+3, enter 4.
2.3 คลิกปุ่ม “สร้างบัญชีผู้ใช้ใหม่”
2.3.1 ถ้าพบหน้าต่างสมัครสมาชิกหน้าต่างเดิม ให้อ่านข้อผิดพลาดที่ระบบแจ้ง แล้วทำการแก้ไข และคลิกปุ่ม “สร้างบัญชีผู้ใช้ใหม่” อีกครั้ง
2.3.2 ถ้าสมัครเรียบร้อยแล้วจะพบกับหน้าต่างแจ้งว่า "คุณสมัครสมาชิกเรียบร้อยแล้ว" และจะเข้าสู่ระบบอัตโนมัติ ดังนี้
คุณสมัครสมาชิกเรียบร้อยแล้ว
 
ยินดีต้อนรับด้วยความยินดียิ่ง ขณะนี้คุณเข้าสู่ระบบเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมว่า
  • เมื่อเลืกใช้งาน ให้ออกจากระบบ(logout) ทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัย
  • เข้าสู่ระบบ เพื่อใช้งานครั้งที่ 2 ภายใน 15 วัน เพื่อแสดงว่าการสมัครเป็นสมาชิกเพื่อใช้งานจริง และเป็นการป้องกันการสมัครโดยการใช้ซอฟต์แวร์สมัครเข้ามาก่อกวนครับ
  • หากมีปัญหาใดๆ ขอให้ติดต่อที่ครูพูนศักดิ์ โทร. 08-1869-3782
  • สำหรับแผ่นป้ายโฆษณาของ Google ท่านเห็นในเว็บ ก็ต้องขออภัยหากดูไม่สะอาดตา แต่มันคือรายได้หลักของเราที่เหลืออยู่ในการที่จะเป็นค่าใช้จ่ายในการทำ ไทยกู๊ดวิวครับ เพียงคลิกสักครั้งเหมือนต่ออายุเราให้ยืนยาว แต่ถ้าโฆษณาไม่น่าสนใจ ก็ไม่ต้องคลิกก็ได้นะครับ
ขอขอบคุณ
ทีมงานบ้านไทยกู๊ดวิว
3. การเข้าสู่ระบบ
           3.1 คลิกปุ่ม "เข้าสู่ระบบ" ที่มุมขวาบนของหน้าต่าง ดังรูปที่ 2.4 เพื่อเข้าสู่ระบบ จะพบหน้าต่างการเข้าสู่ระบบ ให้กรอกชื่อผู้ใช้งาน (Username) และรหัสผ่าน ให้ถูกต้อง คลิกปุ่มล็อกอิน

รูปที่ 2.4
3.2 เมื่อเลิกใช้งานกรุณาคลิก "ออกจากระบบ" ด้วยทุกครั้ง 
หมายเหตุ เมื่อเข้าสู่ระบบเรียบร้อยแล้ว ถ้าผู้ใช้ไม่ทำการใช้งานใดๆ เกิน 30 นาที ระบบจะทำการ ออกจากระบบให้อัตโนมัติ
4. การแก้ไขประวัติส่วนตัว และรหัสผ่าน
4.1 คลิกเมนู “บัญชีผู้ใช้ของฉัน” (บล็อกทางด้านขวามือ)
4.2 คลิกเมนู “แก้ไข” จะได้หน้าต่างใหม่ดังรูปที่ 2.5

รูปที่ 2.5
4.2.1 เมนูตั้งค่าบัญชีผู้ใช้ ใช้สำหรับ
  • แก้ไขรหัสผ่าน
  • ใส่รูปภาพของผู้ใช้ที่ขนาดไม่เกิน 85x85 pixel (50 kb.)
  • เมื่อทำการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว คลิกปุ่ม “ยืนยัน”
4.2.2 เมนูข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ ใช้สำหรับ
4.2.2.1 แก้ไขประวัติส่วนตัวได้
4.2.2.2 เมื่อทำการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว คลิกปุ่ม “ยืนยัน”
5. ตรวจสอบสิ่งที่ฉันสร้าง
เมื่อต้องการเข้าถึง แก้ไข หรือตรวจสอบสิ่งที่เคยสร้างไว้ ให้คลิกเมนู “สิ่งที่ฉันสร้าง” (บล็อกทางด้านขวามือ) จะได้หน้าต่างใหม่ดังรูปที่ 2.6
Gadget คือเครื่องมือต่างๆ ที่ Blogger ได้จัดเตรียมไว้ให้ผู้ใช้สามารถเพิ่มลงไปในบล๊อก เป็นเครื่องมือสำเร็จรูปใช้การง่าย สะดวกรวดเร็ว อย่างเช่นการทำ Link เพื่อมาใช้เป็นเมนู เราก็สามารถเพิ่ม Gadget ที่ชื่อว่า "รายชื่อลิงก์ (Link List)" และสามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งในหน้า องค์ประกอบของหน้า ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ซึ่งสะดวกต่อการใช้งานเป็นอย่างมาก เพื่อเพื่อนๆรู้จักคุณสมบัติต่างๆ ของ Gadget แต่ละตัวแล้ว จะสามารถสร้างบล๊อกที่โดนใจผู้อ่านได้อย่างไม่น่าเชื่อ ในเนื้อหานี้ เพื่อนๆ จะทราบว่า Gadget แต่ละตัวคืออะไร มีการตั้งค่าและใชช้งานยังไง เราไปดูกันเลยครับว่ามีอะไรบ้าง

เพื่อนๆสามารถคลิ๊กที่ "อ่าน...การตั้งค่าการใช้งาน" จะส่งเพื่อนๆไปยังรายละเอียดเกี่ยวกับ Gadget ตัวนั้นครับ

ผู้ติดตาม (Followers) อ่าน...การตั้งค่าใช้งาน


HTML/JavaScript อ่าน...การตั้งค่าใช้งาน


ข้อความ (Text) อ่าน...การตั้งค่าใช้งาน


รูปภาพ (Picture) อ่าน...การตั้งค่าใช้งาน


สไลด์โชว์ (Slideshow) อ่าน...การตั้งค่าใช้งาน


แถบวีดีโอ (Video Bar) อ่าน...การตั้งค่าใช้งาน


แบบสำรวจ (Poll) อ่าน...การตั้งค่าใช้งาน


รายการบล๊อก (Blog List) อ่าน...การตั้งค่าใช้งาน


รายชื่อลิงก์ (Link List) อ่าน...การตั้งค่าใช้งาน


รายการ (List) อ่าน...การตั้งค่าใช้งาน


ฟีด (Feed) อ่าน...การตั้งค่าใช้งาน



Newsreel อ่าน...การตั้งค่าใช้งาน



ป้ายกำกับ (Labels) อ่าน...การตั้งค่าใช้งาน


ลิงก์การสมัคร (Subscription Links) อ่าน...การตั้งค่าใช้งาน


โลโก้ (Logo) อ่าน...การตั้งค่าใช้งาน


โปรไฟล์ (Profile) อ่าน...การตั้งค่าใช้งาน


คลังบทความของบล๊อก (Blog Archive) อ่าน...การตั้งค่าใช้งาน


ส่วนหัวของหน้า (Page Header) อ่าน...การตั้งค่าใช้งาน

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Internet คืออะไร ?
1.   ความหมายของอินเตอร์เน็ต
อินเตอร์ เน็ตมาจากคำว่า International Network เป็นเครือข่ายของการสื่อสารข้อมูลขนาดใหญ่ อันประกอบด้วยเครือข่ายคอมพิวเตอร์จำนวนมาก เชื่อมโยงแหล่งข้อมูลจากองค์กรต่างๆ ทั่วโลกเข้าด้วยกัน
คำว่า เครือข่ายหมายถึง
1. การที่มีคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป เชื่อมต่อเข้าด้วยกันด้วยสายเคเบิล (ทางตรง) และหรือสายโทรศัพท์ (ทางอ้อม)
2. มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์
3. มีการถ่ายเทข้อมูลระหว่างกัน 2. หน้าที่และความสำคัญของอินเตอร์เน็ต
การ สื่อสารในยุคปัจจุบันที่กล่าวขานกันว่าเป็นยุคไร้พรมแดนนั้น การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากๆ ได้ในเวลาอันรวดเร็ว และใช้ต้นทุนในการลงทุนต่ำ เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาของทุกหน่วยงาน และอินเตอร์เน็ตเป็นสื่อที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวได้ จึงเป็นความจำเป็นที่ทุกคนต้องให้ความสนใจและปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยี ใหม่นี้ เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าวอย่างเต็มที่
อินเตอร์ เน็ต ถือเป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์สากลที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ภายใต้มาตรฐานการสื่อสารเดียวกัน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารและสืบค้นสารสนเทศจากเครือข่ายต่างๆ ทั่วโลก ดังนั้น อินเตอร์เน็ตจึงเป็นแหล่งรวมสารสนเทศจากทุกมุมโลก ทุกสาขาวิชา ทุกด้าน ทั้งบันเทิงและวิชาการ ตลอดจนการประกอบธุรกิจต่างๆ
เหตุผลสำคัญที่ทำให้อินเตอร์เน็ตได้รับความนิยมแพร่หลายคือ
1. การสื่อสารบนอินเตอร์เน็ต ไม่จำกัดระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ที่ต่างระบบปฏิบัติการกันก็สามารถติดต่อสื่อสารกันได้
2. อินเตอร์เน็ตไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของระยะทาง ไม่ว่าจะอยู่ภายในอาคารเดียวกันห่างกันคนละทวีป ข้อมูลก็สามารถส่งผ่านถึงกันได้
3. อินเตอร์เน็ตไม่จำกัดรูปแบบของข้อมูล ซึ่งมีได้ทั้งข้อมูลที่เป็นข้อความอย่างเดียว หรืออาจมีภาพประกอบ รวมไปถึงข้อมูลชนิดมัลติมีเดีย คือมีทั้งภาพเคลื่อนไหวและมีเสียงประกอบด้วยได้
คำอื่นที่ใช้ในความหมายเดียวกับอินเตอร์เน็ต คือ Information Superhighway และ Cyberspace

3. อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย
ประเทศ ไทยได้เริ่มมีการติดต่อเชื่อมโยงเข้าสู่อินเตอร์เน็ตในพ.ศ. 2535 โดยเริ่มที่สำนัก วิทยบริการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้เช่าวงจรสื่อสารความเร็ว 9600 บิตต่อวินาทีจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ต่อมาใน พ.ศ. 2536 เนคเทคได้เช่าวงจรสื่อสารความเร็ว 64 กิโลบิตต่อวินาที ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการขนถ่ายข้อมูล ทำให้ประเทศไทยมีวงจรสื่อสารระหว่างประเทศ 2 วงจร หน่วยงานต่างๆ ที่เข้าร่วมเชื่อมโยงเครือข่ายในระยะแรกๆ ได้แก่สถาบันอุดมศึกษาต่างๆ และต่อมาได้ขยายไปยังหน่วยงานราชการอื่นๆ
สำหรับภาคเอกชน ได้มีการก่อตั้งบริษัทสำหรับให้บริการอินเตอร์เน็ตแก่เอกชนและบุคคลทั่วไป ที่นิยมเรียกกันว่า ISP (Internet Service Providers) หลายราย เช่น ศูนย์บริการอินเตอร์เน็ตแห่งประเทศไทย (Internet Thailand) บริษัทเคเอสซีคอมเมอร์เชียลอินเตอร์เน็ตจำกัด (Internet KSC) บริษัทล็อกซเลย์อินฟอร์เมชันจำกัด (Loxinfo) เป็นต้น โดยในการพิจารณาเลือกใช้บริการจาก ISP เอกชนเหล่านี้ สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือ
1. อัตราค่าใช้จ่ายโดยรวม ทั้งค่าสมัครเป็นสมาชิกและค่าใช้จ่ายเป็นรายครั้ง รายเดือน หรือรายปี
2. คำนวนคู่สายโทรศัพท์ ว่ามีให้ใช้ติดต่อมากเพียงพอหรือไม่ เพราะถ้ามีไม่มากก็จะเสียเวลารอคอยนานกว่าจะเชื่อมต่อได้
3. ความเร็วของสายที่ใช้
4. พื้นที่ในการให้บริการ ควรเลือกใช้ ISP ที่อยู่ในจังหวัด หรือพื้นที่ใกล้เคียงจะเหมาะสมกว่า เพราะ ISP ส่วนใหญ่มักให้บริการในเขตกรุงเทพมหานคร

      อินเตอร์เน็ตไร้สายชุมชนเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของเด็กไทย บทความด้วยแนวคิดเพื่อสังคม พิมพ์ใน Micro Computer ฉบับเดือนสิงหาคม 2554  



     ในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของประชาชนให้มากที่สุด ที่พยายามดำเนินการต่อเนื่องมาตลอดหลายรัฐบาล อินเตอร์เน็ตไร้สายชุมชม ถือเป็นอีกหนึ่งบริการสาธาราณะที่ชุมชนควรจะมีไว้เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึงด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันที่มีการสนับสนุนให้นักเรียนมี Tablet PC จากโครงการ 1Tablet per child การสร้างระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายไว้บริการฟรีแก่นักเรียนเหล่านี้ ก็ถือเป็นการาช่วยยกระดับความสามารถในการเรียนรู้ของนักเรียนได้เป็นอย่างดี ซึ่งหากจะเปรียบไปแล้ว ก็คงไม่ต่างจากนโยบายวิทยุชมชนที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับข่าวสารทางเสียง แต่คราวนี้จะเปิดโอกาสให้ชุมชนได้แลกเปลี่ยนกันได้อย่างไร้ขีดจำกัดเลยทีเดียว!
แก้วสามประการในการสร้างบริการอินเตอร์เน็ตชุมชน
1.Device 2.Content 3.InfrastructureDevice
เครื่องมือในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแแบ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ Labtop Smartphone หรือแม้แต่Tablet PC ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ก็เปรียบเสมือนเครื่องพิมพ์ดีด หรือเครื่องเล่นเกมส์ที่หาสาระไม่เจอ หากไร้โครงสร้างพื้นฐานเพื่อเข้าถึงอินเตอร์เน็ต
Content
อย่างที่เราทราบว่า คงไม่ต้องพูดอีกแล้วว่าอินเตอร์เน็ตมีประโยชน์มากมายมหาศาลขนาดไหน แต่เมื่อเรากำลังจะสร้างบริการอินเตอร์เน็ตชุมชน เราก็สามารถใช้โอกาสนี้นำระบบเครือข่ายภายที่สร้างขึ้นในชุมชน มาใช้เป็นช่องทางการประชาสัมพันธ์เรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวข้องกับชุมชน เป็นเครื่องมือในการสื่อสารแบบสองทางหรือระบบ Interactive ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี Infrastructure
การสร้างบริการอินเตอร์เน็ตชุมชนนั้นมีองค์ประกอบที่จำเป็นต้องคำนึงถึงดังต่อไปนี้

ทางเลือกในการให้บริการอินเตอร์เน็ตชุมชน
 1.    ชุมชนดำเนินการเองโดยงบประมาณท้องถิ่น
o    หากชุมชนมีงบประมาณและบุคคลากรเพียงพอในการดูแลระบบ ก็สามารถดำเนินการเองได้ โดยอาจใช้เครือข่ายที่มีอยู่แล้วเช่นเครือข่ายสำหรับกล้องวงจรปิด มาสร้างบริการอินเตอร์เน็ตเพิ่ม โดยวิธีนี้อาจเหมาะกับพื้นที่ที่ผู้ให้บริการรายหลักยังไม่มีเครือข่ายครอบคลุม และชุมชนมีความหนาแน่นไม่มาก ทำให้ไม่อาจะรอให้ผู้ให้บริการายหลักมาลงทุนให้ได้
 2.    เช่าใช้จากผู้ให้บริการบอร์ดแบนด์หลักเช่น CAT, TOT, TRUE หรือ 3BB เป็นต้น 
o    ปัจจุบันมีผู้ให้บริการบอร์ดแบนด์หลักๆก็มีบริการนี้ให้ชุมชนเช่าใช้ด้วยเช่นกัน โดยชุมชนจะต้องจ่ายค่าเช่าเป็นรายเดือน ซึ่งก็ทำให้ง่ายกว่าและรวดเร็วกว่า เพราะผู้ให้บริการมีบุคคลากรที่มีความรู้ และมีเครือข่ายที่ครอบคลุมอยู่แล้ว
จากบทความนี้เราคงได้เห็นความสำคัญของการสร้างบริการอินเตอร์เน็ตชุมชน โดยวิธีการสร้างและบริหารจัดการบริการนี้ ก็ไม่ได้มีความซับซ้อนมากมายนัก สามารถจัดหาบุคคลากรมาดูแลระบบได้ไม่ยาก โดยระบบควบคุมการให้บริการในลักษณะนี้ ก็ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยฝีมือคนไทย ซึ่งก็มีให้เลือกใช้มากมาย ส่วน ขนาดของพื้นที่บริการก็ขึ้นอยู่กับผู้บริหารชุมชนที่จะต้องพิจารณาว่า พื้นที่ใดมีความเหมาะสมกับความต้องการของสมาชิกในชุมชนรวมไปถึงงบประมาณที่ มีด้วย และที่สำคัญผมมีเรื่องที่อยากจะฝากไว้กับผู้บริหารชุมชนไว้ประการหนึ่งว่า บริการนี้ควรเป็นบริการที่ให้บริการฟรี!แก่ประชาชน ซึ่งจะสอดคล้องกับข้อกำหนดของรัฐบาล โดยคุณภาพของบริการก็ควรถูกกำหนดให้เหมาะสมแก่การใช้งานพื้นฐานเท่านั้น โดยไม่ควรวางระบบนี้เพื่อทดแทนบริการหลักของผู้ให้บริการบอร์ดแบนด์ที่ได้รับอนุญาตจากกสทช. เพื่อลดข้อขัดแย้งทางด้านการค้ากับผู้ประกอบการหลักด้วย
      1.  เครือข่ายอินเตอร์เน็ต
o    อินเตอร์เน็ตเพื่อจะนำมาให้บริการต้องมีความเร็วสอดคล้องกับขนาดของชุมชน โดยทางเลือกขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในบริเวณนั้นๆเช่น ADSL, G.SHDSL, Cable Modem, Leased Line, 3G, Wi-Net หรือ Satellite เป็นต้น 
       2.  ระบบเครือข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่ที่ต้องการให้ประชาชนใช้บริการ
  o    ระบบเครือข่ายไร้สาย ที่ออกแบบให้สามารถครอบคลุมพื้นที่ในการให้บริการได้อย่างเพียงพอ
  o    หากชุมชนใดมีระบบเครือข่ายหลักที่ครอบคลุมพื้นที่ชุมชนอยู่แล้ว ก็สามารถบูรณาการระบบเครือข่ายไวไฟ เข้ากับระบบเครือข่ายFiber Opticที่ติดตั้งไว้แล้วสำหรับกล้องวงจรปิดก็ได้
  o    และหากต้องการเพิ่มพื้นที่ให้บริการไปยังพื้นที่อื่นๆที่ไม่มีข่ายสายFiber Optic ก็สามารถนำเทคโนโลยีในการสร้างเครือข่ายระยะไกลต่างๆเหล่านี้มาใช้ขยายเครือข่ายหลักได้เช่น
 §  ระบบเครื่อข่ายไร้สายระยะไกลย่าน 5GHz มาใช้เพื่อขยายเครือข่ายหลัก และให้บริการประชาชนด้วย Access Point ย่าน 2.4GHz
 §  ระบบเครือข่ายผ่านสายทองแดงเช่น ADSL, G.SHDSL.bis หรือ VDSL ก็สามารถนำมาสร้างส่วนขยายเครือข่ายหลักได้โดยมีต้นทุนต่ำ
       3.   ระบบการกำหนดสิทธิ์ การจัดการเครือข่าย และการเก็บข้อมูลการจราจรคอมพิวเตอร์ ตามพรบ.คอมพ์2550
  o    ระบบการกำหนดสิทธิ์และบริหารจัดการเครือข่ายซึ่งอาจจะเป็นSoftwareหรือHardware ซึ่งมีความสำคัญมากในการให้บริการอินเตอร์เน็ตแบบไร้สาย โดยระบบนี้จะมีหน้าที่ในการส่งหน้า Web Login ให้กับผู้ใช้งาน เพื่อให้กรอก username/password เพื่อกำหนดสิทธิ์
  o    ระบบจัดยังมีหน้าที่ในการจำกัดความเร็ว เวลาการใช้งาน และจำกัดการเข้าถึงข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต ให้เป็นไปตามนโยบายของผู้ดูแลระบบได้อีกด้วย
  o    ระบบการจัดเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ ให้เป็นไปตามพรบ.คอมพ์ 2550 ซึ่งระบุไว้ว่าผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตจำเป็นต้องสามารถระบุตัวตนผู้ใช้งาน และสามารถสืบค้นได้ว่าผู้ใช้งานผู้นั้นใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อเชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเว่อร์ใดๆบ้าง  
   4 .ระบบเว็บพอร์ทัล เพื่อให้บริการข้อมูลท้องถิ่น
o    นอกจากเราจะสร้างบริการอินเตอร์เน็ตให้แก่ประชาชนใช้แล้ว เรายังสามารถใช้ระบบนี้เป็นช่องทางในการสื่อสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ท้องถิ่นได้ด้วย เช่นการประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ การรณรงค์ในเรื่องต่างๆ รวมไปถึงการให้ความรู้และข้อมูลอื่นๆแก่ประชาชนได้อีกด้วย ซึ่งเราสามารถส่งเนื้อหาประชาสัมพันธ์เหล่านี้ได้ทันที ที่ผู้ใช้งานเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบของเรา โดยผู้ใช้จะเห็นเนื้อหาเหล่านี้ทุกครั้งที่เปิดใช้งานนั่นเอง
อินเตอร์เน็ตในชีวิตประจำวัน
ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งใน ชีวิตประจำวันของเราแล้ว เราสามารถทราบข่าวสารเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตได้จากหนังสือพิมพ์ วารสาร รายการวิทยุ และจากแหล่งข่าวสารมากมายทั่งทุกมุมโลก ทุกวันนี้มีหนังสือเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตให้เราทำความรู้จักและศึกษาเพิ่ม เติม หนังสือพิมพ์ต่างๆ ซึ่งไม่ใช่หนังสือเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ก็ยังลงบทความเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต จึงทำให้เราเข้าใจเรื่องราวของอินเตอร์เน็ตและใช้งานจากอินเตอร์เน็ตมากขึ้น นอกจากนี้แล้วยังมีการเปิดสอนเป็นหลักสูตรในระดับปริญญาโทบนอินเตอร์เน็ต จากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ สำหรับในประเทศไทยมีการจัดการเรียนการสอนเป็นบางรายวิชา เช่น การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยเสมือนของนิสิตปริญญาโทโสตทัศนศึกษาของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น
ทุกวันนี้มีการสร้างโปรแกรมประยุกต์ใช้งานบน อินเตอร์เน็ตมากมาย มีสถานีให้บริการเว็บ เกิดขึ้นทั่วโลก ในแต่ละวันมีสถานีใหม่ๆ เกิดขึ้นให้เราเข้าไปใช้งาน จำนวนผู้เข้าใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ซึ่งหน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชนต่างพยายามขวนขวายหาทางให้ตนเองมีหมายเลข บัญชีบนอินเตอร์เน็ต (Internet Account) หรือเป็นสาขาย่อย (Node) ของศูนย์บริการอินเตอร์เน็ต (Internet Service Provider, ISP) เพื่อบริการแก่เจ้าหน้าที่ พนักงานใหม่ในหน่วยงานของตน
อันตรายจากอินเตอร์เน็ต
ประเทศไทยมีการนำระบบอินเตอร์มาใช้หลายปี ส่วนใหญ่เป็นการใช้งานภายในหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา ต่อมามีการนำเอามาใช้ในเชิงธุรกิจสำหรับบุคคลทั่วไป ในปี พ.ศ. 2537 แต่ไม่ได้รับความนิยม สำหรับปี พ.ศ. 2539 แตกต่างกันออกไป ผลจากการที่มีข่าวปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่ามีการนำภาพดารามาตกแต่งเป็นภาพ โป๊เปลือย แล้วนำไปแจกจ่ายบนอินเตอร์เน็ต กระแสความสนใจเกิดขึ้น ผู้คนทั่วไปเริ่มหันมาสนใจกับอินเตอร์มากขึ้นทุกที
อันตรายของอินเตอร์เน็ตที่พบเห็นได้เด่นชัดที่สุด น่าจะเป็นการใช้อินเตอร์เน็ต ผิดประเภทผิดวัตถุประสงค์ และใช้สื่อทางอินเตอร์เน็ตเพื่อกล่าวหาและโจมตีคู่แข่ง เพราะอินเตอร์เน็ตเป็นสื่อที่สามารถกระจายไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว
แต่อย่างไรอันตรายที่เกิดจากอินเตอร์เน็ตก็นับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่เราจะได้รับ
World Wide Web, Web Pages, Web Site และ HTML
ในการบริการอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น E – mail, FTP เป็นบริการที่ได้กว้างขวางและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บริการ www จะช่วยให้ผู้ที่ต้องการศึกษาหาความรู้จากแหล่งต่างๆ เข้าไปดูเอกสารซึ่งจะมีทั้งมีทั้งภาพและเสียง หรือภาพยนตร์ประกอบด้วยได้
เอกสารที่เราเปิดดูใน World Wide Web เรียกว่า เว็บเพจ (Web Pages) เรียกสั้นๆว่า เว็บ (Web) สร้างขึ้นจากภาษาคอมพิวเตอร์ที่เรียกชื่อว่า HTML (HyperText markup Language) ภาษา HTML จะกำหนดรูปแบบหน้าตาของเอกสารเว็บที่ปรากฏบนหน้าจอ และเชื่อมต่อกับเว็บเพจกับข้อมูลอื่นๆ
เอกสารแต่ละหน้ามีการเชื่อมต่อถึงกันในลักษณะที่เราสามารถเรียกดูเอกสาร หนึ่งจากเอกสารฉบับอื่นได้ โดยในเว็บเพจจะมี Link เป็นคุณสมบัติที่ทำให้เว็บเพจแตกต่างจากเอกสารทั่วไป เพราะผู้อ่านสามารถโต้ตอบกับข้อมูลได้ โดยการคลิกเมาส์ เพื่อเปิดดูข้อมูลในส่วนที่ต้องการ
บางคนอาจคิดว่าเว็บเพจมีส่วนคล้ายหน้าหนังสือ แต่ที่จริงแล้วเว็บเพจมีความแตกต่างจากหนังสือโดยทั่วไป เพราะเว็บเพจเป็นสื่อที่สามารถโต้ตอบได้การใช้ Link ทำให้เว็บเพจ แตกต่างจากสิ่งพิมพ์อื่นๆ เพราะผู้ใช้สามารถเลือกดูเฉพาะข้อมูลที่ต้องการ โดยไม่ต้องสนใจข้อมูลมหาศาลในอินเตอร์เน็ต ข้อมูลในเว็บมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ เช่น เว็บตลาดหุ้นจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นอกจากนั้นเว็บยังสามารถแสดงข้อมูลได้มากกว่าตัวอักษรหรือภาพเว็บเพจสามารถ แสดงเสียง ภาพเคลื่อนไหว หรือภาพยนตร์ได้
แต่ละเว็บไซต์เมื่อพิจารณาดูก็คล้ายๆ หนังสือหนึ่งเล่มซึ่งประกอบด้วยหน้าหนังสือจำนวนมาก หน้าปกหนังสือมีความสำคัญมาก เพราะจะต้องสื่อเนื้อหาหลักของหนังสือในรูปแบบที่สะดุดตา และจูงใจให้คนเปิดอ่านถ้าเปรียบเว็บไซต์เหมือนหนังสือที่ประกอบด้วยเว็บเพจ จำนวนมากโฮมเพจ คือ เว็บเพจหน้าแรกที่มีหน้าที่คล้ายปกหนังสือ
เมื่อเปิดดูโฮมเพจจะพบคำแนะนำการใช้งาน สรุปสิ่งที่น่าสนใจในเว็บไซต์ไปจนถึงหัวข้อที่เชื่อมต่อไปยังเว็บเพจอื่นๆ
URL, Web Broser
การเปิดดูเว็บเพจ จะต้องมีการระบุตำแหน่งที่เก็บเว็บเพจนั้นในอินเตอร์เน็ต เรียกว่า URL หรือ Uniform Resource Locatution ส่วนสำคัญของ URL มีดังนี้
โปรโตคอล จะแจ้งให้บราวเซอร์ทราบว่าต้องจัดการกับข้อมูลที่พบอย่างไร
สำหรับเว็บเพจโปรโตคอลมาตรฐานที่ใช้มีชื่อเรียกว่า HTTP (HyperText Transfer Protocol)
ชื่อเซิฟเวอร์ จะระบุชื่อของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่เว็บเพจ
บางครั้งส่วนนี้จะถูกเรียกว่า โดเมนเนม (Domain Name)
เซิฟเวอร์ทุกเครื่องจะมีโดเมนเนมเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร
ชื่อเซิฟเวอร์อาจระบุแทนด้วยตัวเลขเฉพาะของมัน เช่น
195.121.237.1 เป็นต้น
การทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมเป็นเครือ ข่ายในระบบอินเตอร์เน็ต มีคอมพิวเตอร์ทั้งหมด 2 ประเภท ได้แก่ เครื่องดูแลเครือข่าย (Server) และเครื่องลูกข่าย (Client)
จึงเรียกเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมกับอินเตอร์เน็ตนี้ว่า Client Server Network
โปรแกรมสำหรับเข้า www เรียกว่า บราวเซอร์ (Web Broser) ปัจจุบันมีบราวเซอร์หลายรายที่ใช้สำหรับเปิดดูเว็บเพจถึงแม้แต่ละตัวมี คุณสมบัติคล้ายกัน แต่ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกัน เมื่อเปิดบราวเวอร์เพื่อดูเว็บเพจเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราใช้จะทำหน้าที่ เป็นลูกข่าย (Clint) ติดต่อกับเครื่องที่เก็บข้อมูลเว็บเพจที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องดูแลเครือข่าย (Server)
โปรแกรมบราวเซอร์ที่นิยมใช้ในปัจจุบันมี 2 กลุ่ม ได้แก่

   - Internet Explorer ของบริษัทไมโครซอฟท์ ซึ่งสามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมอื่นๆ ของตระกูลไมโครซอฟท์ เช่น Office 97 ได้อีกด้วย
   - Netscape Navigator เป็นบราวเซอร์อีกตัวหนึ่งที่มีผู้ใช้จำนวนมาก เป็นของบริษัท Netscape Communication ซึ่งบราวเซอร์ทั้ง 2 ตัวนี้มีคุณสมบัติคล้ายกัน เราสามารถ download โปรแกรมทั้งสอง (รุ่นทดลองใช้) ได้จากเว็บไซต์ของบริษัททั้งสอง
เว็บไซต์ (Website) เป็นแหล่งที่รวมของเว็บเพจทั้งหมดที่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันของหน่วยงาน หรือองค์กรหนึ่งๆ เมื่อใดที่ใช้โปรแกรมเปิดดูเว็บ (Web Browser Program) บราวเซอร์จะทำการติดต่อกับเว็บไซต์ที่เก็บเว็บเพจนั้น เพื่อทำการโอนย้ายเว็บที่ต้องการมายังเครื่องของผู้ใช้
Web Server คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งเก็บเว็บไซต์ที่ทุกคนสามารถใช้ บราวเซอร์ติดต่อเพื่อขอดูเว็บเพจได้ เว็บเซิฟเวอร์ส่วนใหญ่จะติดต่อกับอินเตอร์เน็ตตลอดเวลาโดยใช้สายส่งความเร็ว สูง เพื่อบริการผู้ที่เชื่อมต่อเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์